จีนต้องการกำจัดขยะอวกาศด้วย สถานียิงลำแสงเลเซอร์ยักษ์ ในห้วงอวกาศ

มนุษย์ชาติประสบความสำเร็จในการปิดคลุมผิวโลกด้วยขยะจำนวนมหาศาล และก็ไม่น่าแปลกใจเลย ที่เราจะทำในสิ่งเดียวกันนี้ในห้วงอวกาศ และในเวลานี้ บนระดับวงโคจรรอบโลกนั้นเต็มไปด้วยดาวเทียมเก่าที่ไม่ได้มีการใช้งานมานานหลายปี ซึ่งสิ่งนี้เรียกว่าเป็น “ขยะอวกาศ” และมันสะสมมาตั้งแต่ยุคที่มนุษย์เพิ่งรู้จักการสำรวจอวกาศ นอกจากนี้ยังมีวัตถุที่เกิดตามธรรมชาติอยู่ในวงโครจรรอบโลกเช่นกัน ซึ่งวัตถุในห้วงอวกาศถูกดึงดูดเข้ามาด้วยแรงดึงดูดของโลก และมีการพูดคุยกันเกี่ยวกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้จากขยะอวกาศเหล่านี้ แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือ ความอันตรายจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากเราปล่อยปละละเลยปัญหานี้

ในปีที่ผ่านมา มีมากมายหลายภารกิจที่พุ่งเป้าไปสู่การเก็บกวาดขยะอวกาศ และเอามันออกไปจากวงโคจรรอบโลก และในเวลานี้ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากจีน ได้เสนอทางออกง่ายๆ เพื่อจัดการกับปัญหานี้ พวกเขาต้องการกำจัดขยะอวกาศเหล่านั้นด้วยการยิงโดยลำแสงเลเซอร์ขนาดยักษ์ มันจะสามารถย่อยขยะอวกาศให้มีขนาดเล็กลง จนไม่สามารถก่อให้เกิดอันตรายใดๆ

โดยผลงานวิจัยที่ผ่านมาโดยบริษัท Lockheed Martin รวมถึงแหล่งอื่นๆ ได้ระบุว่า เศษขยะที่ลอยอยู่บนวงโคจรรอบโลก อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงกับดาวเทียมที่อยู่ในระหว่างการใช้งาน และก็มีการเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาหลายๆ รูปแบบ อาทิ การใช้แรงดึงดูดของแม่เหล็ก ลากเอาซากดาวเทียมเก่าออกไปจากวงโคจร หรือการใช้ตาข่ายยักษ์เพื่อเก็บกวาดขยะ แต่วิธีการเหล่านี้ก็ยังดูไม่เข้าท่า

ดังนั้น ทีมนักวิจัยจาก Air Force Engineering University ในประเทศจีน ได้เผยแพร่เอกสารงานวิจัยในหัวข้อที่ว่าด้วย “ผลจากการใช้สถานียิงลำแสงเลเซอร์ในห้วงอวกาศ เพื่อการจัดการกับขยะอวกาศ”

โดยทีมวิจัยได้เขียนลงในเอกสารรายงานว่า “รายงานฉบับนี้ศึกษาผลกระทบจากการใช้สถานียิงลำแสงเลเซอร์ในห้วงอวกาศ เพื่อการจัดการกับขยะอวกาศ โดยการจำลองโมเดลทางคณิตศาสตร์ และค้นพบว่ามีรูปแบบที่เป็นไปได้ ที่จะสร้างสถานียิงลำแสงเลเซอร์บนห้วงอวกาศ เพื่อการกำจัดขยะอย่างมีประสิทธิภาพ”

แต่ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมีความมั่นใจว่าวิธีการนี้จะสามารถจำกัดขยะอวกาศอย่างได้ผล แต่ก็ทำให้เกิดกระแสความห่วงกังวลไม่น้อยกับประชาคมโลก หากจะมี “สถานียิงลำแสงเลเซอร์พลังงานสูง” โคจรอยู่รอบโลก สิ่งนี้อาจจะกลับกลายมาเป็นอาวุธเพื่อประหัตประหารมนุษย์โลกด้วยกันเองหรือไม่ และผู้ที่จะมีสิทธิ์ควบคุมเครื่องมือชิ้นได้ ก็ต้องเป็นระดับมหาอำนาจของโลกเท่านั้น (หรือถ้าใครได้ควบคุมเครื่องมือชิ้นนี้ ก็อาจกลายเป็นมหาอำนาจของโลกในทันที)

ที่มา : bgr.com

Google เตรียมสร้าง Data Center เพิ่ม 5 แห่งในปีนี้ และวางเคเบิลใต้ทะเลอีก 3 จุดปีหน้า

Google จะขยายเครือข่าย Cloud ด้วยการเปิด Data Center แห่งใหม่เพิ่มอีก 5 จุดในปีนี้ (2018) และวางเคเบิลใต้ทะเลอีก 3 จุดในปีหน้า (2019)

โดย 5 จุดทั่วโลกที่จะมีการตั้ง Data Center ได้แก่เมืองมอนทรีออลของแคนาดา, ประเทศเนเธอร์แลนด์, นครลอสแองเจลิสของประเทศสหรัฐฯ, ประเทศฟินแลนด์ และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง โดยสองจุดแรกจะเริ่มตั้งได้ในไตรมาสแรกของปีนี้ ส่วนสามจุดที่เหลือจะตามมาภายหลัง ทำให้ Google จะมี Data Center เพิ่มเป็น 18 แห่งใน 5 ทวีปทั่วโลก

ส่วนเคเบิลใต้ทะเลอีกสามจุดที่จะเพิ่มมีชื่อว่า Curie, Havfrue และ Hong Kong-Guam Cable system (HK-G) ซึ่งจะให้ช่วยให้เครือข่ายข้อมูลของ Google ทั่วโลกกว้างขวางมากขึ้นอีก โดย Curie จะเชื่อมระหว่างชิลีกับลอสแองเจลิส, Havfrue เป็นเคเบิลร่วมกับ Facebook เชื่อมระหว่างสหรัฐอเมริกาถึงเดนมาร์ก โดยผ่านไอร์แลนด์ และ HK-G เป็นเคเบิลร่วมที่จะช่วยในการเชื่อมเคเบิลย่อยในภูมิภาคเอเชีย

การลงทุนในครั้งนี้จะทำให้ Google เป็นเจ้าของเคเบิลใต้ทะเลโดยตรงถึง 11 แหล่งทั่วโลก ยังไม่นับรวมกับที่เช่าไว้อีก มีรายงานว่าเครือข่ายของ Google ประกอบด้วย Links ไฟเบอร์ออพติก และเคเบิลใต้ทะเลมากกว่า 100 จุด และมีที่ตั้ง Cloud CDN มากกว่า 90 จุด และให้บริการคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 25 ของ Traffic อินเทอร์เน็ตทั่วโลก

ที่มา : www.cnet.com

Google ปรับให้ความเร็วในการแสดงผลหน้าเว็บไซต์ส่งผลต่ออันดับการค้นหาบนสมาร์ทโฟน

เวลาที่ค้นหาข้อมูลบน Google ทาง Google จะมีการเรียงลำดับผลการค้นหาตาม “คุณค่า” ของเว็บไซต์ ให้ตรงกับคำค้นหาของเรามากที่สุด แม้ว่า Google จะไม่เคยประกาศกฏเกณฑ์อย่างชัดเจนว่าใช้อะไรในการวัด “คุณค่า” แต่นักการตลาดออนไลน์ส่วนใหญ่ก็เข้าใจมันเป็นอย่างดี เพราะการที่หน้าเว็บมีอันดับ Search ranking เป็นอันดับต้นๆ โอกาสที่ผู้ค้นหาจะคลิกเพื่อเข้าชมก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งคนในวงการจะเรียกเทคนิคการทำเว็บไซต์ให้มีอันดับการค้นหาดีๆ นี้ว่า “การทำ SEO”

 

 

ล่าสุดบน Blog ของ Google ได้มีการประกาศว่าตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 2018 เป็นต้นไป “Speed Update” (ความเร็วในการแสดงผล) จะถูกนำมาคิดในการวัดคุณค่าของตัวเว็บไซต์ด้วย อย่างไรก็ตาม จะส่งผลเฉพาะต่อการค้นหาผ่านอุปกรณ์พกพาเท่านั้น

Google ได้ระบุว่า Speed Update พัฒนาขึ้นมาเพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เจ้าของเว็บไซต์พยายามปรับปรุงตัวเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้รับประสบการณ์ในการเข้าใช้งานเว็บไซต์ที่ดีที่สุด

สำหรับผู้พัฒนาเว็บไซต์ สามารถใช้เครื่องมือของ Google อย่าง PageSpeed InsightsLighthouseและ Chrome User Experience Report ช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ได้

ที่มา : webmasters.googleblog.com

YouTube เพิ่มข้อกำหนดการสร้างรายได้จากโฆษณา ชาแนลต้องถูกชมไม่ต่ำกว่า 4,000 ชั่วโมง

สืบเนื่องมาจากในเดือนเมษายน ของปี 2560 ที่ YouTube ได้เริ่มมีการกำหนดคุณสมบัติของชาแนลที่ต้องการสร้างรายได้จากการแสดงโฆษณา ว่าจะต้องมียอดวิวรวมมากกว่า 10,000 ครั้ง และ ณ ตอนนี้ YouTube ก็ได้ตั้งเงื่อนไขให้สูงขึ้นไปอีกว่า ระยะเวลาในการถูกรับชมทั้งหมดจะต้องไม่ต่ำกว่า 4,000 ชั่วโมงด้วย (ภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา) และต้องมีผู้ติดตามมากกว่า 1,000 คน

โดยทาง YouTube ได้ให้เหตุผลว่า ก็เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานที่สูงขึ้น และป้องกันไม่ให้มีการนำวิดีโอที่ไม่เหมาะสม มาใช้สร้างรายได้ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของคนอื่นๆ ซึ่งกฎเกณฑ์ที่ว่านี้อาจดูไม่ค่อยแฟร์นักสำหรับชาแนลขนาดเล็ก ที่ไม่ได้มีผู้ติดตามจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้เผยแพร่สิ่งที่ไม่เหมาะสมแต่อย่างใด

และในประเด็นเรื่อง “วิดีโอที่ไม่เหมาะสม” นั้นก็ดูจะสวนทางกับการที่ทาง YouTube เองก็เป็นผู้เผยแพร่วิดีโอการ์ตูนหน้าตาน่ารัก แต่มีภาพเนื้อหาที่มีความรุนแรง ไม่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน รวมทั้งการแสดงโฆษณาควบคู่ไปกับคลิปที่มีเนื้อหาสื่อถึงการเหยียดผิว จนทำให้ถูกแบนจากหลายๆ แบรนด์ รวมทั้งกรณีของ PewDiePie ที่โพสวิดีโอในเชิงสนับสนุนนาซีและต่อต้านชาวยิว

แน่นอนว่า YouTube เป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่มีการอัพโหลดวิดีโอจำนวนมาก ในทุกๆ นาที จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตรวจสอบ แต่แนวทางเช่นนี้จะเป็นการลงโทษแค่ชาแนลขนาดเล็ก ขณะที่ยังมีช่องโหว่สำหรับผู้กระทำผิดบางคน แล้วข้อกำหนดเช่นนี้นับเป็นการแก้ปัญหาที่ชาญฉลาดแล้วจริงหรือ?

ที่มา : thenextweb.com

อัพเดทล่าสุด สถานีอวกาศ Tiangong-1 ของจีน จะตกใส่โลกในเร็วๆ นี้ ขอให้คุณพระคุ้มครอง

จากที่เราได้เคยนำเสนอข่าวของสถานีอวกาศจีนที่มีชื่อว่า Tiangong-1 (ปราสาทลอยฟ้า) ไปแล้วครั้งหนึ่ง (คลิกที่นี่เพื่ออ่านข่าวเก่า) สถานีอวกาศนี้ อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถควบคุมได้ และจะตกใส่โลกในช่วงต้นปี 2018 และตอนนี้เรามีข่าวคราวความเคลื่อนไหวล่าสุดของเจ้า ปราสาทลอยฟ้า มาอัพเดทกัน

โดยสถานีอวกาศของจีน Tiangong-1 ได้มีการปล่อยตัวขึ้นสู่ห้วงอวกาศในปี 2011 โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า โดยปกติแล้ว ดาวเทียมที่หมดอายุการใช้งาน และหากมันตกลงมาใส่โลก มันก็จะถูกเผาไหม้จนหมดสิ้นเมื่อผ่านชั้นบรรยากาศ แต่กับสถานีอวกาศ Tiangong-1 ที่มีขนาดใหญ่ ชั้นบรรยากาศไม่สามารถเผาไหม้มันให้หมดสิ้นไปได้ และมันยังคงมีขนาดใหญ่เมื่อตกใส่โลก

 

 

และตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญค่อนข้างจะมั่นใจในเรื่องพิกัดตกของ Tiangong-1 โดยองค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA (European Space Agency) ได้ประกาศเอาไว้ในบล็อกโพสต์ว่า จุดตกน่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในทวีปยุโรป ในพื้นที่ระหว่างเส้นละติจูด 43 องศาเหนือ ถึง 43 องศาใต้ ซึ่งประเทศที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็มี อาทิ สเปน, ฝรั่งเศส, โปรตุเกส และ กรีซ และวันที่คาดว่ามันจะตกกระทบผิวโลกอยู่ในช่วง 17 มีนาคม – 21 เมษายน

โดย ESA ให้ข้อมูลว่า ไม่เคยมีการรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ขยะอวกาศตกใส่โลก เนื่องจากมันถูกเผาไหม้จนหมดไปในชั้นบรรยากาศ แต่ Tiangong-1 เป็นเคสที่แตกต่างออก แถมในตัวสถานีอวกาศยังบรรจุสารเคมี ที่มีพิษในปริมาณมาก อาทิ Hydrazine ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

โดยหน่วยงาน CORDS กล่าวว่า “มันมีความเป็นไปได้ที่สารเคมีที่มีความเป็นพิษ และมีความกัดกร่อนสูงอย่าง Hydrazine จะอยู่ในสถานีอวกาศที่ตกลงใส่โลก และเพื่อความปลอดภัยสำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่เป็นจุดตกของสถานีอวกาศ ห้ามสัมผัสกับเศษซากของยาน และอย่าสูดหายใจเอาไอระเหยจากซากสถานีอวกาศเข้าไป”

แต่อย่างไรก็ดี ESA ย้ำว่า เวลาและจุดตกของสถานีอวกาศ Tiangong-1 อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้อีก เนื่องจากมีหลายตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และ ESA จะมีการอัพเดทสถานการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้แบบรายสัปดาห์ ผ่านเว็บไซต์ของพวกเขา

ที่มา : bgr.com , www.esa.int

พบลิงค์อันตราย แค่คลิก ก็ส่งผลให้ iOS และ macOS ค้างได้

ตอนนี้มีการแชร์ลิงค์ตัวหนึ่งบน Twitter โดยระบุว่าหากคลิกลิงค์ดังกล่างบน iPhone, iPad หรือเครื่อง Mac ล่ะก็ อาจจะทำให้เครื่องค้างหรีือรีสตาร์ทได้

จากรายงานของผู้ใช้ได้ระบุว่า หากเปิดลิงค์ดังกล่าวจากแอพฯ Messages มันจะทำให้เครื่อง Respring หรือทำให้แอพฯ Messages ค้าง หรือหากว่าเปิดผ่าน Safari ก็อาจจะทำให้ Safari ค้าง และทำให้เกิดอาการแลคในแอพฯ Messages ได้ด้วย

สำหรับใครที่พลาดเปิดไปแล้ว และเครื่องเอ๋อเป็นที่เรียบร้อย วิธีแก้ คือ ปิดแอพ Messages แล้วเปิดใหม่อีกครั้ง เมื่อเปิดได้แล้ว ให้รีบไปกดลบหน้าต่างสนทนาที่มีลิงค์ดังกล่าวให้เร็วที่สุด

ทั้งนี้ บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อแจ้งเตือนนะครับ อย่าเอาลิงค์ไปส่งเพื่อแกล้งเพื่อนล่ะ

ที่มา : www.iphonehacks.com

Zoolingua เครื่องแปลภาษาสัตว์ด้วยเทคโนโลยี AI อุปกรณ์ที่คนรักสัตว์จะต้องว้าว

เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า เวลาที่เจ้าเหมียวที่บ้านส่งเสียงร้อง หรือสุนัขของคุณส่งเสียงเห่า พวกมันกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่นะ ดอกเตอร์ Con Slobodchikoff ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ด้านชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยนอร์เทิร์นแอริโซนา ได้ใช้เวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ในการศึกษาพฤติกรรม และตอนนี้เขากำลังสร้าง AI เพื่อคลายความสงสัยในเรื่องนี้

Zoolingua คืออุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยี AI ช่วยให้คนสื่อสารกับสัตว์ได้ ซึ่งในขณะนี้การพัฒนาเริ่มต้นกับสุนัข และมีแผนการจะพัฒนาต่อไปยังแมว, ม้า, วัว, สุกร, แพะ และสัตว์ป่าต่อไป

การค้นคว้าของ ดร. Slobodchikoff เริ่มจากการวิเคราะห์เสียงร้องของสุนัขพันธุ์ Prairie ซึ่งเขาได้พบว่ามันมีรูปแบบของภาษาที่ซับซ้อน เขาร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ในการเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้นให้เป็นเครื่องแปลภาษาด้วยระบบคอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าสิ่งที่ Slobodchikoff ต้องการนั้นไม่ใช่แค่การสร้างอุปกรณ์ที่จะอ่านภาษากายและเสียงของสุนัขโดยใช้ AI เข้าต้องการจะทำให้ผู้คนเห็นว่า “สุนัขกำลังพูดกับพวกเขาเป็นภาษามนุษย์” ต่างหาก

“ปัจจุบันมีสุนัขที่ถูกฆ่าตายจำนวน 2 ถึง 3 ล้านตัวในแต่ละปี ส่วนใหญ่เนื่องจากปัญหาที่ที่สุนัขไม่สามารถสื่อสารความต้องการของตนเองให้คนเข้าใจได้ ซึ่งอุปกรณ์นี้จะสามารถลดปัญหาการฆ่าสัตว์ได้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ สำหรับคนชอบที่พูดคุยกับสุนัขเพราะคิดว่ามันเข้าใจพวกเขา อุปกรณ์นี้จะแสดงให้เห็นว่าสุนัขเข้าใจสิ่งที่พวกเขาพูด ทั้งยังมีความคิดเห็นของตัวเองที่ต้องการจะบอกอีกด้วย” Slobodchikoff กล่าว

 

 

ที่มา : www.digitaltrends.com

ครบรอบ 10 ปี ที่ Steve Jobs ได้เปลี่ยนแนวทางการออกแบบโน๊ตบุ๊คด้วย MacBook Air

“นี่คือโน๊ตบุ๊คที่บางที่สุดในโลก” นี่คือประโยคที่ Steve Jobs ใช้ในการแนะนำให้โลกรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า MacBook Air เมื่อ 10 ปีก่อน (เปิดตัวเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2008) โดยบนเวทีในตอนนั้น Jobs ได้หยิบ MacBook Air ออกมาจากซองกระดาษสุดบาง ซึ่งทันทีที่มันเผยโฉมบนเวที คนที่เห็นต่างตกตะลึงกับความบางและเบาของมัน และมันก็กลายเป็นต้นแบบของการออกแบบสิ่งที่เรียกว่า Ultrabook ในเวลาถัดมา

 

 

ในช่วงเวลานั้น โน๊ตบุ๊คที่บางและเบาที่สุดในท้องตลาดก็ยังมีความหนาราวๆ 1 นิ้ว หน้าจอขนาดประมาณ 11 นิ้ว  แต่ MacBook Air ของ Apple มาพร้อมกับหน้าจอ 13.3 นิ้ว, คีย์บอร์ดขนาดใหญ่ และหนาประมาณ 0.16-0.76 นิ้ว เท่านั้น บางยิ่งกว่า Sony TZ Series ซึ่งเป็นโน๊ตบุ๊คที่บางที่สุดในยุคนั้นเสียอีก

Apple ได้ตัดสินใจเอาไดร์ฟ CD และพอร์ตเชื่อมต่อต่างๆ ออกจาตัวเครื่อง เหลือให้ใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น มีการนำ Multi-touch trackpad และฮาร์ดดิสก์แบบ SSD มาใช้ ทุกอย่างในตัวเครื่องมีความ Minimal แต่ราคาไม่ Minimal ตามนะ เปิดตัวมาในราคา $1,799 (ประมาณ 57,474 บาท)

ฝั่ง PC ใช้เวลาอย่างยาวนานหลายปี กว่าที่จะออกแบบและผลิตเครื่องตามดีไซน์นี้ทัน ซึ่งก็ก่อกำเนิดสิ่งที่เรียกว่า Ultrabook ขึ้นมา ที่น่าสนใจ คือ แม้จะผ่านมา 10 ปีแล้ว แต่ Apple ก็ยังวางจำหน่าย MacBook Air อยู่ด้วยดีไซน์ที่ไม่ต่างจากเดิมสักเท่าไหร่แม้ว่าเวลาจะผ่านมา 10 ปีแล้ว

ที่มา : www.theverge.com

วีดีโอก็โดน! Facebook จะลดการแสดงวีดีโอในหน้าฟีดลง เนื่องจากไม่ก่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน

เฟซบุ๊กประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่บนหน้า News Feed เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ภายใต้หน้า News Feed ยุคใหม่ เฟซบุ๊กระบุว่าผู้ใช้จะเห็นเนื้อหาจากเพื่อนและครอบครัวมากขึ้น และเห็นเนื้อหาจากแบรนด์ตลอดจนผู้ผลิตสื่อน้อยลง อัลกอริทึมใหม่ยังจะช่วยให้เนื้อหาที่ดึงดูดความเห็นจากผู้คน (แต่ไม่ใช่แบบที่จงใจล่อให้คนมาแสดงความเห็น) ให้ได้รับความนิยมมากขึ้น และที่สำคัญคือเนื้อหาวีดีโอก็จะถูกลดการแสดงผลลงด้วย

Adam Mosseri ประธานด้าน News Feed จาก Facebook ระบุถึงเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยเน้นย้ำในการเชื่อมต่อผู้คนเข้าหากัน ดังนั้น Facebook จึงพยายามมองหาและให้คุณค่ากับปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้คนมากขึ้น และต้องการให้ News Feed เป็นพื้นที่ที่ผู้คนมีบทสนทนาร่วมกัน

นอกจากเนื้อหาที่มาจากแบรนด์และผู้ผลิตสื่อจะน้อยลงแล้ว เนื้อหาประเภทวีดีโอก็จะน้อยลงด้วย ซึ่ง Adam ระบุว่าแม้วีดีโอจะเป็นส่วนสำคัญสำหรับ Facebook และมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่วีดีโอกลับไม่กระตุ้นปฏิกิริยาทางสังคมและทำให้เกิดการสนทนาที่น้อยลง โดยเฉพาะวีดีโอสาธารณะ

นอกจากนี้  Adam ยังเผยถึงการให้ความสำคัญกับการแสดงความคิดเห็นที่จะมีค่ามากกว่าการกดไลค์ และการแสดงความคิดเห็นที่ยาวก็จะดูมีคุณค่ามากขึ้น ส่วนบรรดาคอนเทนต์ข่าวที่ไม่ทำให้เกิดการพูดคุยหรือการแชร์ก็จะถูกลดความสำคัญลงเช่นกัน แม้ว่าเขาจะต่อท้ายว่าข่าวหรือวีดีโอที่ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนก็น่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นจากการปรับหน้า News Feed ครั้งนี้ แต่ก็บอกว่าโดยเฉลี่ยวีดีโอทั่วๆ ไปมักจะไม่ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์มากสักเท่าไรนัก

ที่มา : www.wired.com

แอพฯ YouTube บน Android ซ่อนชุดคำสั่งของฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ยังไม่เปิดใช้ มีอะไรบ้าง มาดูกัน

แอพพลิเคชัน YouTube บน Android ขยับเลขเวอร์ชั่นไปเป็น 13.0 (จากเดิม 12.x) โดยมีการซ่อนคำใบ้ถึงฟีเจอร์ใหม่ๆ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา อย่างเช่น ธีมมืด, โหมดไม่ระบุตัวตน (Incognito) เป็นต้น

คำใบ้เหล่านี้ได้มาจากการแปลงโค้ดของแอพฯ แบบย้อนกลับ (Decompile) ซึ่งเราสามารถอ่านโค้ดดังกล่าวเพื่อหาฟีเจอร์ที่อาจถูกซ่อนอยู่ได้ แม้ว่าในความเป็นจริงฟีเจอร์เหล่านี้อาจจะไม่ได้ถูกเปิดใช้งานในอนาคตเลยก็ตาม

ธีมมืด (Dark theme)

Use dark theme throughout the app

Dark theme

ก่อนหน้านี้ YouTube มีการเพิ่มธีมมืดบนเว็บไปแล้ว และ Youtube เวอร์ชั่น 13.01 ก็ปรากฎว่ามีการกล่าวถึง “Dark Theme” ที่สามารถ “ใช้ได้ทั้งแอพ” ปรากฎอยู่ในโค้ดด้วย

โหมดไม่ระบุตัวตน (Incognito Mode)

Turn Off Incognito

 

เช่นเดียวกับแอพฯ Chrome และ Gboard ที่มีโหมดไม่ระบุตัวตนมาก่อนหน้านี้ มีการกล่าวถึงการปิดโหมดไม่ระบุตัวตนนี้อยู่ในโค้ด รวมถึงพบไอคอนของโหมดไม่ระบุตัวตนมากับแอพฯ ด้วย แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้งานได้เมื่อไหร่ก็ตาม

Swipe เพื่อข้ามโฆษณา

Swipe to skip

สำหรับประเทศที่ไม่มีบริการ YouTube Red ก็มักจะพบโฆษณาเล่นก่อนที่วีดีโอจะเริ่ม แต่เดิมวิธีที่ดีที่สุดอาจเป็นการกดข้าม (Skip) เมื่อวีดีโอโฆษณาเล่นผ่านไป 5 วินาที แต่ YouTube กำลังทำให้ขั้นตอนนี้ง่ายขึ้นอีกด้วยการ Swipe เพื่อข้ามโฆษณาได้เลยโดยไม่ต้องกดปุ่ม Skip อีกต่อไป

ย้ายการตั้งค่า Autoplay สำหรับวีดีโอถัดไป

 

 

โดยย้ายจากการเป็นเมนูย่อยในหมวดทั่วไป (General) มาเป็นส่วน Autoplay ของตัวเองต่างหาก

ที่มา : 9to5google.com

error: Content is protected !!
PageLines